เป็นผู้หญิงเอวหายตายดีกว่า

View : 0

เป็นผู้หญิงเอวหายตายดีกว่า

        “อีย้ายาย่ะ อีย้ายาย่ะ เอวเธอหายไป”

        เรื่องผู้หญิงเอวหาย เป็นเรื่องธรรมดาสามัญนานเนกาเลมาแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงยุคไหนก็มีสิทธิ์เอวหายได้ทุกวัยทุกยุค เนื่องจากเพศหญิงออกจะเป็นเพศที่รักสวย รักงาม เป็นพิเศษ และไม่ค่อยจะมีเวทีไหนประกวด นางงาม ตุ่มสามโคก มิสเอวกว้าง ธิดาโอ่งมังกร หรือมิสตุ้ยนุ้ยกันสักเท่าใดนัก

        ดังนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่จึงพยายามทำตัวออกห่างจากภาพพจน์ของหญิงใหญ่กันทั้งนั้น เพราะสภาพร่างกายที่มีไขมันเกาะอยู่ตามลำคอ ต้นแขน ต้นขา แล้วลามไหลไปถึงเอวนั้น เฉพาะเวลาตัวเองดูตัวเอง เห็นก็แทบจะลมใส่อยู่แล้ว แต่ยังไงก็ยังให้อภัย เพราะเป็นร่างกายของเรา

        แต่ผู้หญิงจะทนไม่ได้ขึ้นมาทันใด ถ้าต้องแบกกายาไปให้คนทั่วหน้า ทั่วแผ่นดินเขาได้ยลโฉมเรียกว่า ถ้าไม่เห็นแก่ตาตนเอง ก็ควรเห็นใจต่อสายตาคนอื่นเขาบ้าง

        มีหลายทฤษฎีที่จะชี้วัดว่า ขณะนี้น้ำหนักของเราเข้าขั้นเฮฟวี่เวทแล้วหรือยัง ง่ายที่สุดก็คือ การชั่งน้ำหนัก เมื่อเปรียบเทียบระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูงอย่างที่รู้ ๆ กันดีอยู่คือ ผู้ชายก็เอาส่วนสูงตั้งลบออกด้วย 100 ส่วนผู้หญิงก็เอาส่วนสูง (เป็นเซนติเมตร) ตั้งลบออกด้วย 110 ก็จะออกมาเป็นน้ำหนักที่สัมพันธ์กับส่วนสูง

        เช่นผู้หญิงที่สูง 160 เซนติเมตร ก็ควรมีน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัมเป็นอย่างมาก แต่กฎเกณฑ์นี้ดูเหมือนว่าจะนำมาใช้กับบางกลุ่ม เช่นไม่ได้เป็น อาชีพนางแบบ (พวกนี้ผอมบางไข่ดาวกว่าปกติ) อาชีพดาวตลก (ไม่อ้วนไปก็ต้องผอมจนดูตลก) หรือกลุ่มเด็กขาดอาหารแถว ๆ โซมาเลีย พวกนี้แทบไม่มีน้ำหนักให้ชั่ง

        ในการทดสอบน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งน้ำหนักนั้น ผู้หญิงบางคนบอกว่าเปลืองเงินเปลืองทอง มิใช่เพราะต้องไปซื้อเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่เป็นเพราะต้องเปลี่ยนเครื่องชั่งใหม่อยู่บ่อย ๆ คือเห็นตัวเลขบนตาชั่ง มันเป็นภาพที่บาดตาบาดใจ เลยทุบเครื่องชั่งจนเจ๊งแก้เซ็งไปหลายเครื่องแล้ว

        บางคนหัวใส เวลาจะขึ้นชั่งทีไรใช้ทีละสองเครื่อง ใช้ขาขึ้นไปยืนเครื่องละหนึ่งข้าง ขนาดข้างเดียวยังปาเข้าไปข้างละ 50 กว่ากิโลกรัม ถ้า 2 ข้างก็ช้างเราดีดีนี่เอง

        ส่วนวิธีชี้วัดความอ้วนอีกประการหนึ่งที่สุภาพสตรีทั่วไปสามารถใช้วัดได้ก็คือ ให้ยืนตัวตรง ๆ แล้วก้มลงมองปลายนิ้วเท้าตัวเอง (ไม่ควรมองนิ้วเท้าคนอื่น เพราะทั้งนิ้วทั้งเท้าอาจจะลอยขึ้นมาหาคนมอง) ถ้ามองหัวแม่เท้าไม่เห็น แสดงว่ามีอะไรมาคอยกีดกันทัศนวิสัยของเจ้าของหัวแม่เท้า ซึ่งอาจจะเป็นพุงที่เต็มไปด้วยกะทิ หรืออวัยวะอื่นใดก็แล้วแต่ ที่มีที่ตั้งอยู่ระหว่างใบหน้าจนกว่าจะถึงหัวแม่เท้า

        ลองคิดดูก็แล้วกัน ขนาดหัวแม่เท้าตัวเองยังมองไม่เห็นแล้วจะมีหนุ่ม ๆ ที่ไหนมันจะมองเห็นหัวเราได้ มันมิมองข้ามหัว (ลิ่ม) ของเราไปกันหมดหรือ ถ้าจะมาดูสาเหตุใหญ่ของการกลายเป็นสาวอวบกำยำล่ำบึกแล้ว ก็คงไม่หนีหายไปจากอาการปากว่างไม่ได้นั่นเอง

       คือ อยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็ต้องมีอะไรอยู่ในปาก กินจุกกินจิก กินนิดกินหน่อย ไม่ว่า รถนี้ติดยาก แต่รถนี้ติดง่าย รสไหนก็แล้วแต่ขอให้แม่ได้กินละก็เป็นใช้ได้

        ทางพุทธศาสนามีพุทธศาสนสุภาษิตบอกไว้อย่างชัดแจ้งเลยว่า รสใดจะซึ้งเท่ารสพระธรรมเป็นไม่มี แต่ผู้หญิงบางคนถือรสแซ่บเป็นสรณยึดเหนี่ยว ขอให้เปรี้ยวหวานมันเค็มเป็นใช้ได้ของแบบนี้จะอดได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ใจโดยแท้ เรื่องการไดเอ็ทไดอดที่ว่านี้

        ถ้าใจบอกไม่เป็นไร ให้อภัยตัวเองบ่อย ๆ อีกชิ้นหนึ่งน่า มื้อสุดท้ายน่า เดี๋ยวค่อยลดน่า เออน่าคิดอย่างนี้มันก็น่าอยู่หรอก น่าจะเป็น กระปุกตั้งฉ่ายเคลื่อนที่ เพราะพอถึงมื้อหน้าก็คงคิดอย่างเดิมอีกนั่นแหละน่า แต่ถ้าใจบอกสู้ตาย คิดซะว่า

        “อดอย่างเสือ ดีกว่าอิ่มอย่างหมา อดแล้วหุ่นนางพญา ดีกว่าอิ่มแล้วหุ่นเหมือนตุ่มต่อขา”

        ประเภทนี้แม้นตาจะเหลือง หน้าจะโรย อ่อนระโหย โดนลมโชยก็แทบจะล้มละลายขอให้หุ่นปิ๊ง ปิ๊ง สดใสถึงจะตายก็ยินยอม “ลูกผู้ชาย 10 ปีล้างแค้นยังไม่สาย ลูกผู้หญิง อดข้าว 10 วันยังไม่ตาย”

        ความจริงประเภทนี้ น่าจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย คือ อดข้าวประท้วงจนกว่า ไขมันจะละลายจากร่างกาย

        คนที่ทำได้เช่นนี้ คือมีจิตกร้าง ปฏิภาณกล้า ก็มีอยู่มิใช่น้อย แต่ผู้ที่ทำไม่ได้เพราะใจดวงน้อยมันคอยแต่จะอ่อนไหวก็มีอยู่มากมายเช่นกัน เช่นสาว ๆ บางคนชอบทำให้ชีวิตผูกพันอยู่กับตู้เย็น ออกห่างเป็นไม่ได้ใจคอไม่ปกติ พอแม่ซื้อขนมเค้กกลับมาให้ใจหนึ่งก็บอกกินได้ เพราะขนมเค้กเป็นของโปรด อีกใจก็บอกกินไม่ได้ เพราะกินเข้าไป ใกล้จะเป็นโดเรมี่ ถ้ากลมเกลี้ยงไปไหนอีกหน่อยก็ต้องกลิ้งไปเป็นแน่

        พอคุณแม่ถามว่า

        “ลูกกะปุ๊กลุก จะให้แม่แบ่งขนมเค้กนี้เป็น 2 ชิ้น หรือแบ่ง 8 ชิ้นดีละลูก”

        กะปุ๊กลุกฟังคิดอยู่ชั่วครู ก่อนที่จะตอบคุณแม่ไปว่า

        “แหม…คุณแม่คะ กะปุ๊กลุกขอแบ่งแค่ชิ้นเดียวล่ะค่ะ ไม่กล้าทานมาก กลัวอ้วนค่ะ”

        คุณแม่ปรายตามองลูกสาวหุ่นจัมโบ้ 747 แล้วก็ถอนใจยาวคิดอยู่เงียบ ๆ ว่า

        “ไม่ต้องกลัวแล้ว เพราะไม่มีที่จะให้อ้วนไปกว่านี้ได้อีกแล้วมันอ้วนจนอยู่ตัวแล้ว”

        แต่ก็ได้ถามลูกสาวสุดที่รักไปว่า

        “แล้วจะให้แม่แบ่งเป็นเท่าไร ดีล่ะลูกกะปุ๊กลุก”

        ลูกสาวเอานิ้วมาเขี่ย ก่อนจะตอบไปว่า

        “แบ่งเป็น 2 ชิ้นดีกว่าค่ะ ไม่เยอะดี ตอนนี้กำลังไดเอทค่ะแม่”

        นี่อุตส่าห์รับประทานน้อย ๆ เป็นชิ้นเดียวนะนี่ เลยให้แบ่งน้อยชิ้นไปด้วย คือมากชิ้นคงกลัวอ้วนนั่นเอง

        การจะลดความอ้วนนั้น อาจจะลดเองด้วยการหาเวลาในการออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวทำให้ไขมันถูกเผาผลาญ ผู้หญิงบางคนออกกำลังทันสมัย คือใช้วิธีตีกอล์ฟ แต่คงจะไม่ง่าย สำหรับผู้หญิงตัวล่ำสูงใหญ่แล้วจะไปหัดตีกอล์ฟ เพราะเหตุว่าวางลูกตรงที่สามารถมองเห็นก็ตีไม่ถึง เนื่องจากต้องไปวางไว้ไกล ๆ พอวางใกล้ ๆ ก็มองไม่เห็น เพราะพุงมันปลิ้นออกไปบังลูก

        ดูซิจะออกกำลังกายทั้งทีก็มีปัญหา

        ผู้หญิงบางคนถึงขนาดหันหน้าไปพึ่งหมอ ให้ช่วยบำบัดปัดเป่าไขมันให้จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก หมอบางท่านก็มียาให้รับประทาน บางท่านก็ใช้วิธีการลดอาหาร ด้วยการให้คำแนะนำว่า

        “การที่คุณจะลดน้ำหนักลงให้ได้นั้น หมอแนะนำให้คุณกินขนมปัง 3 ชิ้นตอนเช้า แล้วอีก 3 ชิ้นตอนเย็น”

        คนไข้สาวเจ้าเนื้อได้ยินคำแนะนำในการลดความอ้วนจากคุณหมอดังนั้น ยิ้มพรายหายใจโล่งอกไปทันที เพราะเธอหวาดเกรงไปว่า เมื่อมาหาหมอคงถูกหมอสั่งงดโน่น ห้ามนี่จนแทบไม่มีอะไรจะกิน แต่ผลกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

        ดังนั้นเธอจึงเอ่ยถามคุณหมอไปว่า

        “เอ่อ…คุณหมอคะ ที่ให้เดี๊ยนทานเฉพาะขนมปังเช้า 3 ชิ้นเย็นอีก 3 ชิ้นเท่านั้น เอ่อ…ไม่ทราบว่า ต้องทานก่อนหรือหลังอาหารไม่ทราบคะ”

        นี่สงสัยเธอจะคิดว่า คงเป็นยาก่อนอาหารหรือหลังอาหารไปเลยหรือนี่

        ถ้าผมเป็นหมอก็คงจะตอบกลับไปได้ว่า

        “ไม่ใช่กินก่อนอาหารหรือหลังอาหาร แต่กินแทนอาหาร (โว้ย)”

        ที่เขียนมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า

        “ความอ้วนเป็นทุกข์อย่างยิ่งของสตรี”

        แล้วยิ่งเป็นสตรีที่ยังต้องออกสังคมนอกบ้าน ทำงานนอกบ้านด้วยแล้ว ความทุกข์ที่ว่านี้อาจจะทบเท่าทวีคูณของความทุกข์ปกติ เพราะต้องพาสังขารไปฝ่าฟันสายตาชาวบ้านเขา

        ดังเช่นมีนักการ์ตูนนิสต์ท่านหนึ่ง เขียนรูปล้อเลียนสตรี ชี้ชัดไว้อย่างน่ารักตอนหนึ่งว่า เมื่อชายขี้เมาพบกันเข้ากับผู้หญิงขี้เหร่

        “ผมไม่เคยเห็นใคร รูปร่าง หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อย่างคุณมาก่อนเล้ย”

        ชายขี้เมาเริ่มลงมือเปิดสงครามปากก่อน เมื่อพบเข้ากับผู้หญิงรูปร่างขี้ริ้วคนหนึ่ง

        “ฉันก็ไม่เคยเห็นไอ้ขี้เมาที่น่าเกลียดแล้วยังปากเสียแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน”

        นั่งไงลองเจอแบบนี้รับรองว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนยินยอมสงบปากสงบคำให้แน่ ๆ

        ขี้เมาก็คงสะเงาะสะแงะ แอ่นแต๊ดแต๋ ปรือตาขึ้นมามองผู้หญิง…คนนั้นแล้วก็พูดประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินจากไปว่า

        “แต่พรุ่งนี้ผมก็หายเมาแล้ว เอื๊อก…แต่คุณยังรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิม ฮ่า ๆ ๆ …เอื๊อก…”

        ก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนที่ว่านี้ ฆ่าตัวตาย แล้วไปเกิดใหม่เรียบร้อยแล้วหรือยัง

        จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่จะอายต่อสายตาที่คนอื่นมองมากกว่าทุกข์ร้อนต่อสายตาตนเองจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงยอมเสียเหงื่อ อันเกิดจากการออกกำลังกาย ยอมเสียน้ำลายจากความโหยหิว เพื่อรักษาความคอดกิ่วของเอวเอาไว้ให้ได้ถึงอดก็ยอม แต่ก็ขอเตือนเอาไว้อย่าลดเกินไปจนเพลิน ลืมนึกถึงความพอดีก็แล้วกัน

        ผู้หญิงบางคนลดน้ำหนักจนผอมมาก ขนาดจะออกจากบ้านเข็มขัดหายยังคว้าสายนาฬิกามาใส่แบบขอไปที แหมพอดีรูสุดท้ายยังใส่ได้เลยอย่างนี้ก็เกินไป…….

เขียนโดย : จตุพล ชมภูนิช (อ.เชน)

 

Line@ : http://line.me/ti/p/%40sjm2414w
ลิงค์ Instagram : http://i.instagram.com/jatuponechompoonich/
ลิงค์ Youtube : www.youtube.com/c/SupershaneThailand
ลิงค์ Facebook : www.facebook.com/jatuponechompoonich

View : 0

Comments

comments