ทำอย่างไรให้สวยทุกวัยหญิง

View : 0

ทำอย่างไรให้สวยทุกวัยหญิง

        ผู้หญิงประดุจดั่งหนังสือ

        วัยเด็ก = หนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ สนุกสนาน เอ๊กอ๊าก อิ่มเอมเกษมสุข

        วัยรุ่น = หนังสือวัยหวาน โลกเป็นสีชมพูระเรื่ออมแดง อมส้มอมฝาด หน่อมแน้มอะโนเนะ

        วัยสาว = หนังสือแฟชั่น หลากสี หลายรส หลายเรื่อง หลายแหล่ง

        วัยแต่งงาน = หนังสือเอ็นไซโคลปิเดีย สอดรู้สอดเห็น รู้มากรู้เหมด แถมเล่มหนาใหญ่เตอะตะ

        วัยแต่งนาน = หนังสืออนุสรณ์งานศพ หมดค่า ไร้ราคา แม้นบางเล่มเนื้อหาจะดี

        ความจริงการที่สาวแต่ละวัย จะเปลี่ยนไปดังหนังสือแต่ละประเภทนี้ก็นับว่าถูกต้องเหมาะสมดีอยู่แล้ว เพราะในวัยเด็กวัยรุ่น ก็ควรจะมีชีวิตสบาย ๆ อ่านง่าย ไม่หนักสมอง สดใสปิ๊ง ๆ

        ถ้าจะให้วัยสาววัยรุ่นมามีลักษณะเหมือนกับหนังสืองานศพ รู้มากปากจัด กัดเจ็บ เหน็บเก่ง เหมือนวัยแต่งนาน ก็อาจจะพาลหาสามีไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มตั้งใจจะหา

        ส่วนวัยแต่งงานมาน๊านนาน จะไปกระทำตัวประดุจหนังสือวัยหวาน โลกสายสีสันของวันอันสดใสก็คงจะกระไรอยู่ จะมาทำคอเอียง เบี่ยงบ่าย ขวยอาย ขาขวิดขาไขว้เวลามีผู้ชายมาจ้องมอง สามีดูแล้วชวนให้สัมผัสให้กระเด็นมากกว่าชวนให้บังเกิดความเอ็นดู

        ในวัยเด็กที่จะเปรียบว่า ชีวิตก็เหมือนหนังสือการ์ตูนก็คงจะรู้เช่นเห็นชัดกันอยู่แล้วว่า มีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่บันเทิง หัวเราะกันได้ทั้งวันอย่างกับคนบ้า เนื้อหาสาระไม่ต้องพูดถึง

        พอขึ้นมาวัยรุนก็มักจะหมกมุ่นอยู่กับการแต่งร่างกายให้ใคร ๆ มอง พอถึงวัยสาวสะพรั่ง ก็มักจะทำแต่งาน งาน งาน จนบางคนลืมตัวลืมตาย เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน เอ้า…แกซะแล้ว มารู้สึกตัวก็ต่อเมื่อ ถูกเด็กวัยรุ่นมันมาทักถาม เวลาเราเดินอยู่ริมถนน

        “ป้า ๆ ๆ ๆ ถนนนี้ไปไหน” อะไรกันส่องกระจกดูทุกวัน ไม่เห็นมันจะแก่ลงไปอีตรงไหน ดันมาเรียกเรา “ป้า” ชักจะเลือดฝาดขึ้นหน้า

        “ถามทำม่ะ” ก็เลยตอบกวน ๆ ไป

        “ก็ผมถามป้าว่าถนนนี้ไปไหน” แน่ะ…ยังมาย้ำคำว่าป้า อยู่อีก สุดจะสะกดกลั้นอาราณ์พอโรธเอาไว้ได้ เรียกพี่จะไม่ว่า มาเรียกน้าล่ะน่าดู

        “ถนนนี้มันไม่ไปไหนหรอก ว่าแต่มึกจะไปไหน”

        มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่เพลิดเพลินอยู่กับการทำงานจนลืมนึกถึง ความหอมหวานของแต่ละช่วงวัยของชีวิต บางคนก็ยอมรับสภาพได้ ทำใจเป็นสุข บางคนก็รับสภาพไม่ได้ แม้นร่างกายจะหมดสภาพแล้วก็ตาม

        เรื่องความเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไปของสรีระร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม มีอัตราความเปลี่ยนแปลง ผิดแผกแตกต่างกันในบางประการดังต่อไปนี้

        ผู้ชาย ความแตกต่างกันออกไปในรอบ 10 ปี สามารสังเกตดูได้ที่ ผมและพุง เพราะบางคนแค่เวลาผ่านไปไม่ถึง 10 ปี ก็แทบจะไม่มีผมเหลือไว้ให้สังเกตกลายเป็นผู้ชายคิ้วต่ำไปหมด ซึ่งอาจตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อของยาปลูกผมบางยี่ห้อได้ไม่ยาก

        เพราะยาปลูกผมบางยี่ห้อ โฆษณาถึงขนาดได้ผล 100 % เต็ม ทาปุ๊บเห็นผลปั๊บขนาดทำหกใส่หวี เผลอทิ้งไว้ 10 นาที จากหวีเปลี่ยนเป็นแปรงสีฟัน ขนขึ้นเต็มไปโน่น

        ส่วนผู้หญิงนั้น หลังจากไปได้พบเจอเธอ 10 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่แสดงผลชัดเจนที่สุดก็คือ รูปร่างหน้าตา และบาทานกกาขึ้นเต็มหน้าไปหมด บางคนทำแต่งานก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ขอให้กินอิ่มนอนหลับเป็นใช้ได้ ยิ่งเวลาทำงานได้มีโอกาสจิ้มนั่นดูดนี่ไปด้วย ช่างเป็นการทำงานที่แสนเป็นสุขซะนี่กระไร

        จากตอนสาวรุ่นกระเตาะ น้ำหนักเพียงแค่ 45 กิโลกรัม เป็นสาวเปรี้ยวเพรียวลม อยู่ไปอยู่มา น้ำหนักปาขึ้นไปอีก 4-5 กิโลกรัม จะถึง 80 ตรุษจีนแต่ละปี แทบไปกลัวเยื้องกายย้ายร่างออกจากบ้านไปตลาด เพราะกลัวพ่อค้าหมูตาลายวิ่งมาจับไปสับสังเวยเจ้า

        ส่วนเรื่องตีนกา หรือ บาทาสกุณาเป็นเรื่อง ที่สตรีทุกผู้ทุกนาม ต่างทั้งเกลียดและกลัว มาตัวสองตัวพอทำเนา บางทีกับบางหน้า เล่นยกพวกกันมาทั้งฝูงแจกใบเหยียบย่ำจนช่ำไปทุกรูขุมขน ผู้หญิงบางคนพอส่งกระจกดูหน้าตัวเองก็ตกใจแทบช็อก เพราะใบหน้าที่เคยเปล่งนวลชวนมองเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

        มาถึงวันนี้ทำไมช่างมีรายละเอียดมากมายซะเหลือเกิน บางคนทนไม่ได้ บ่นไป ด่าไป ทั้งที่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นไม่ได้เลย

        “ต่าย…ตาย นี่หรือหน้า หน้าฉันเหรอเนี่ย ทำไมมันยับเยินอย่างนี้ ส่องกระจกทีไร ฉันอยากจะตายทุกที ทนดูไม่ด้าย…ไม่ได้…กรี๊ด…” ถ้าอยู่คนเดียวก็แล้วไปคงไม่มีใครเขาว่า แต่ถ้าอยู่กับหลายคน อาจมีปัญหาเขาอาจจะด่าเอาก็เป็นได้

        “เธอน่ะ ยังดีนะ ได้เห็นหน้าตัวเองก็เฉพาะตอนส่องกระจก เท่านั้น แต่ฉันซิ ซวย เห็นหน้าเธอตลอดเวลา คิดดูซิว่า ใครควรจะอยากตายมากกว่ากัน” ทุกข์ของคนเราก็มักจะตรงนี้นี่แหละ ตรงที่รู้สึกว่ามีใครเขามามองมากว่ากัน แต่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับอายุช่วยวัยเป็นสำคัญ

        อายุ 20 ปี – คอยแต่จะคิดว่า คนอื่นเขาจะมองเราอย่างไร

        อายุ 30 ปี – คิดแต่จะคอยมองคนอื่นว่า เป็นอย่างไร

        อายุ 40 ปี – ไม่คิดจะมองคนอื่น ไม่มองใคร

        อายุ 60 ปี – มองอย่างไร ก็ไม่มีใครมอง

        ก็อย่าไปคิดอะไรมาก ทุกอย่างก็ย่อมจะมีการเปลี่ยนไปผันแปร ช่วงใสวัยสาว ก็ย่อมจะเป็นวัยที่มีแต่คนคอยมาจ้องมองจ้องคิดถึง พอถามว่า

        “เมื่อคืนฝันถึงฉันบ้างไหม” อีกฝ่ายก็ตอบว่า “อย่าว่าแต่กลางคืนฝันถึงเลย ขนาดกลางวันยังฝันหาอยู่ทุกอณูลมหายใจเข้าออก” ว่าเข้าไปนั่น

        พอเวลาผ่านไปเข้าสู่วัยฝันตะบันหมาก พอถามคู่ตุนาหงันที่แก่พอกันว่า “หลัง ๆ นี่ แกฝันถึงฉันบ้างหรือเปล่าล่ะ” อีกฝ่ายก็คงยักแย่ยักยันตอบแบบฟันกระทบกันกลับไปว่า

        “สงสัยคงจะไม่หรอก เพราะระยะหลัง ๆ ฉันไม่ค่อยได้ฝันร้าย ซะเท่าไร” แต่ไม่ว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี จะมีจำนวนนับโดยรวมมากสักเท่าใด

        แต่ละช่วงวัยของผู้หญิงคนหนึ่งสดสวย สง่างามได้ตามวัยเรียกว่า เป็นเด็กก็หอมแบบเด็ก เป็นสาวก็หอมแบบสาว แก่ ๆ ก็หอมแบบวัยวุฒิ ไม่ใช่แก่ก็หอมแบบหืน ๆ

        ข้อสำคัญก็คือ การประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเป็นวัย

        เตาะแตะ เต่งตึง โตงเตง แล้วก็ ต้องตาย

        อายุเป็นเพียง เลข        บ่งชี้

        คุณค่าที่ความดี            กล่าวอ้าง

        ทำตนเป็นแบบอย่าง     เยี่ยงแท้

        วัยใดย่อมงามได้          ตราบเท่า ใจงาม

เขียนโดย : จตุพล ชมภูนิช (อ.เชน)

 

Line@ : http://line.me/ti/p/%40sjm2414w
ลิงค์ Instagram : http://i.instagram.com/jatuponechompoonich/
ลิงค์ Youtube : www.youtube.com/c/SupershaneThailand
ลิงค์ Facebook : www.facebook.com/jatuponechompoonich

View : 0

Comments

comments